มูลค่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ผู้ผลิต ผู้บริโภค ใครกำหนด ?

เจาะลึกสถานการณ์ล่าสุดของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในปี 2023 พร้อมการวิเคราะห์เทรนด์ใหม่ๆ และโอกาสการเติบโตที่น่าจับตามองในวงการภาพยนตร์ไทย หนังไทย
มูลค่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ผู้ผลิต ผู้บริโภค ใครกำหนด ?

"ถ้าพูดถึงวงการภาพยนตร์ไทยคุณนึกถึงอะไร?"

"บทน่าเบื่อ ไม่หลากหลาย วนอยู่แต่แนวทางเดิม ๆ"

"ไม่ลงทุน โปรดักชันไม่อลังการ ไม่สร้างสรรค์"

"เนื้อหาไม่ออกนอกกรอบ ติดหล่มแต่เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ"

"ทำภาพยนตร์สะท้อนสังคม แต่ไม่ชี้นำสังคม"

เชื่อว่ายังมีหลายประโยคที่สะท้อนมุมมองวงการภาพยนตร์ไทยผ่านสายตาผู้บริโภคและผู้เสพสื่อความบันเทิงไทยอีกมากมาย ความคิดเห็นที่ดูไม่เป็นไปในทิศทางบวกจึงเกิดคำถามว่า ตกลงแล้วอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย "ไม่พัฒนา" อย่างที่หลายคนว่ามาจริง ๆ หรือมีปัจจัยอะไรที่ทำให้วงการภาพยนตร์ไทย "ไม่เติบโต" อย่างที่ควรจะเป็น

ถอยกลับมาดูภาพรวมของอุตสาหกรรมภาพยนตร์โลกในช่วงที่ผ่านมา พบว่าปี 2565 ตลาดภาพยนตร์และความบันเทิงทั่วโลกมีมูลค่าราว 338,400 ล้านบาท และมีการคาดการณ์ว่าในปี 2573 จะเติบโตขึ้นอีก 7.21% ซึ่งดูแล้วว่าในอนาคตอุตสาหกรรมภาพยนตร์จะกลายเป็นที่ต้องการของทั่วโลก และถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้กลุ่มธุรกิจผลิตภาพยนตร์ หรือกลุ่มธุรกิจ Streaming และโรงภาพยนตร์ มีการแข่งขันขันเพื่อให้อุตสาหกรรมเติบโต พร้อมทั้งก่อให้เกิดการสร้าง Soft Power ของแต่ละประเทศด้วย

แต่กลับกันอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยไม่ได้มีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับตลาดโลก และไม่ได้ถูกผลักดันในแง่ของการสร้าง Soft Power เท่าไหร่นัก ซึ่งมูลค่าตลาดภาพยนตร์ไทยอยู่ที่ราว ๆ 26,000 ล้านบาท

โดยแหล่งรายได้ในอุตสาหกรรมแบ่งออกเป็นตลาดภาพยนตร์ในประเทศ อาทิ การรับจ้าง Outsourcing, การผลิต Production และ Post-Production, Location Shooting การถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทย, การขายลิขสิทธิ์ เป็นต้น

นอกจากนี้สัดส่วนของตลาดธุรกิจผลิตและการฉายภาพยนตร์ในโรงมีมูลค่าอยู่ที่ราว ๆ 3,000-4,000 ล้านบาท รวมไปถึงตลาดส่งออกภาพยนตร์ไปต่างประเทศที่มีสร้างรายได้ให้กับประเทศเฉลี่ยหลายร้อยล้านต่อปี

ถึงในปัจจุบันการส่งออกภาพยนตร์ไทยเพิ่มขึ้น แต่เมื่อเทียบกับปริมาณภาพยนตร์ที่ผลิตในไทยยังคงมีสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับจำนวนภาพยนตร์ที่ฉายในโรงภาพยนตร์ ซึ่งที่ผ่านมามีส่งออกภาพยนตร์ไทยไปต่างประเทศเพียง 13-15% จากทั้งหมด เนื่องจากเรานำเข้าภาพยนตร์มาซะเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งผู้เล่นในตลาดนี้มีผู้ผลิตรายใหญ่ประมาณ 10 รายเท่านั้น ถือเป็นธุรกิจกึ่งผูกขาดเมื่อเทียบกับฮอลลีวูดที่มีผู้ผลิตกว่า 100 ราย

และด้วยความที่อุตสาหกรรมกึ่งผูกขาดที่จึงส่งผลต่อ Marketshare สัดส่วนตลาดภาพยนตร์ที่ฉายในประเทศไทย โดยในในแถบกรุงเทพและปริมณฑล หรือตามหัวเมืองใหญ่ มีภาพยนตร์ไทยที่เข้าโรงสัดส่วนอยู่ที่ 25% และอีก 75% เป็นภาพยนตร์ต่างประเทศ ขณะที่โรงภาพยนตร์ในต่างจังหวัด ภาพยนตร์ไทยมีสัดส่วนตลาดอยู่ที่ 70% และภาพยนตร์ต่างประเทศอยู่ที่ 30%

เพราะภาพยนตร์ไทยมีน้อย คนเลยเลือกไม่ดูหรือเปล่า?

จริง ๆ สัดส่วนการผลิตไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์สั้น ภาพยนตร์ยาว หรือแม้แต่ภาพยนตร์ที่ฉายตามเทศกาลทั้งในและต่างประเทศในแต่ละปีมีหลายเรื่องมาก แต่ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ผลิตรายเล็ก ๆ หรือตัวบุคคล และหากมองแค่ภาพยนตร์ไทยที่ขึ้นโรงภาพยนตร์เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ประมาณ 40 เรื่องต่อปี และเรื่องที่เป็นกระแสก็มีอยู่ที่ 1 ใน 4 ถือว่าน้อยมาก ปัจจัยหนึ่งเพราะไม่มีคนดูหรือเสพภาพยนตร์ไทยมากนัก

แต่จะบอกว่าคนไทยไม่เสพภาพยนตร์ไทยก็ไม่ถูกไปซะทั้งหมด เพราะด้วยความที่สื่อในปัจจุบันมีให้เลือกเสพหลากหลายช่องทาง ผู้บริโภคจึงมีทางเลือกเยอะกว่า มากกว่าการซื้อตั๋วเข้าไปรับชมในโรงภาพยนตร์

บทภาพยนตร์ดีแต่ไม่มีกระแสก็จุดติดยากจริงไหม?

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า 'กระแส' เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดการพูดถึงบอกต่อซึ่งอิมแพคต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมาก เมื่อกระแสเกิด เม็ดเงินก็ไหลเข้ามาและเกิดมูลค่าต่อแบรนด์หรือสินค้า แน่นอนว่าภาพยนตร์เองก็เช่นกัน เพราะถ้าเรามีเพียง Supply แต่ไม่มี Demand โอกาสของภาพยนตร์ใหม่ ๆ ที่เข้าโรงจะกอบโกยรายได้ก็ยากที่จะเกิดขึ้น แม้ว่าโปรดักชัน หรือบทภาพยนตร์จะดีแค่ไหนก็ตาม

และจากที่ผ่านมาแนวภาพยนตร์ที่ครองใจผู้คนและครองตลาดมาอย่างยาวนานคือภาพยนตร์แนว ตลก/คอมเมดี้ รองลงมาเป็นแอคชัน ดราม่า และสยองขวัญ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจุดที่เข้าถึงคนดูได้มากที่สุดคือการสร้างเนื้อหาที่ทัชใจ และเป็น Insight ที่เกี่ยวกับคนหมู่มาก

วงการภาพยนตร์ต้นทุนสูง ความเสี่ยง(เจ๊ง)สูง ผลตอบแทนสูง

หลายคนอาจไม่รู้ว่าภาพยนตร์ 1 เรื่องใช้ระยะเวลาในการถ่ายทำและโปรดักชันราว ๆ 8 เดือนไปจนถึง 2 ปี หรืออาจจะมากกว่านั้น และหากเป็นภาพยนตร์ที่จะฉายในโรงภาพยนตร์ต้นทุนในการผลิตค่อนข้างสูง โดยต้นทุนจะถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่ ต้นทุนการสร้าง และต้นทุนการทำการตลาด หรือ PR Marketing สำหรับภาพยนตร์ไทยต้นทุนเฉลี่ยในการผลิตอยู่ที่ประมาณ 10-50 ล้านบาท และสัดส่วนของต้นทุนการผลิตและการตลาดแทบจะครึ่งต่อครึ่ง และใช้งบที่สูงพอ ๆ กัน

ตัวอย่าง

บริษัท A กำหนดงบประมาณการผลิตภาพยนตร์ไว้ที่ 45 ล้านบาท แบ่งเป็นต้นทุนการสร้างอยู่ที่ 30 ล้านบาท และต้นทุนการทำการตลาดอยู่ที่ 15 ล้านบาท

เมื่อผู้ผลิตภาพยนตร์แบกรับต้นทุนที่สูง สิ่งที่มาพร้อมกันคือความเสี่ยงที่จะเจ๊งก็มีมากหากทำรายได้ไม่ถึงเป้าที่หวังไว้ ดังนั้นงบประมาณในส่วนของการทำตลาดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอีกอย่างนึงที่วัดกันว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่

สัดส่วนผู้ผลิตภาพยนตร์ไทยและโรงภาพยนตร์ไทย

อย่างที่บอกว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยค่อนข้างมีความผูกขาดทางการตลาด ผู้เล่นที่ทำรายได้และมีกำไรจึงมีไม่เยอะ ซึ่งผู้ผลิตส่วนใหญ่ที่เราเห็นและที่รู้จักกัน ได้แก่ GDH 559, พระนครฟิลม์, ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น, สหมงคลฟิล์ม, M Pictures ขณะที่โรงภาพยนตร์มีเจ้าใหญ่ ๆ อยู่ 2 ราย ได้แก่ MAJOR ที่ครองตลาดธุรกิจโรงภาพยนตร์ 70% และอีก 30% เป็น SF และโรงภาพยนตร์ Stand Alone รายอื่น ๆ ตามจังหวัดในแต่ละภูมิภาค สำรวจรายได้ของผู้ผลิตภาพยนตร์ไทยและโรงภาพยนตร์ไทยในช่วงที่ผ่านมา

งบการเงินธุรกิจผู้ผลิตภาพยนตร์ไทย

บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด

  • รายได้ ปี 65 311 ล้านบาท

  • กำไร ปี 65 49 ล้านบาท

บริษัท พระนครฟิลม์ จำกัด

  • รายได้ ปี 65 64 ล้านบาท

  • กำไร ปี 65 4.1 ล้านบาท

บริษัท ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น จำกัด

  • รายได้ ปี 65 109 ล้านบาท

  • กำไร ปี 65 28 ล้านบาท

บริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

  • รายได้ ปี 65 262 ล้านบาท

  • กำไร ปี 65 -2.1 ล้านบาท

บริษัท เอ็ม พิคเจอร์ส จำกัด

  • รายได้ ปี 65 173 ล้านบาท

  • กำไร ปี 65 19 ล้านบาท

บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน)

  • รายได้ ปี 65 3,980 ล้านบาท

  • กำไร ปี 65 281 ล้านบาท

บริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

  • รายได้ ปี 65 2,595 ล้านบาท

  • กำไร ปี 65 -85 ล้านบาท

รายได้โรงภาพยนตร์มาจากไหน?

นอกจากรายได้จากการขายตั๋วภาพยนตร์แล้ว ยังมีรายได้อื่น ๆ ได่แก่ การจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มหน้าโรงภาพยนตร์, การขายพื้นที่สื่อโฆษณาในโรงภาพยนตร์ เป็นต้น และมีในเรื่องของสัดส่วนรายได้ที่ทางโรงภาพยนตร์ตกลงเปอร์เซ็นร่วมกันทางผู้ผลิต โดยขึ้นอยู่กับข้อตกลงร่วมกัน

ตัวอย่าง

ผู้ผลิต A นำภาพยนตร์เข้าฉายโรงภาพยนตร์โดยตกลงส่วนแบ่งว่า ผู้ผลิตได้ 40% โรงภาพยนตร์ได้ 60% เป็นต้น หากภาพยนตร์มีรายได้ 100 ล้านบาท ผู้ผลิตจะได้ 40 ล้านบาท และโรงภาพยนตร์ได้ 60 ล้านบาท

แต่บางครั้งรายได้ที่ผู้ผลิตได้รับมาก็อาจจะทำกำไรให้กับบริษัทไม่ได้ หากมีต้นทุนการผลิตสูง และนอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายในส่วนอื่น ๆ อย่างโปรดักชันช่วง Pre-Pro-Post หรือแม้แต่ PR Marketing อย่างตัวอย่างดังกล่าวข้างต้นหาก ผู้ผลิตได้รายได้ 40 ล้านบาท จากรายได้ทั้งหมด 100 ล้าน โดยมีต้นทุนการผลิต 50 ล้านบาท นั่นหมายความว่าผู้ผลิตก็ยังคงขาดทุนจากการทำภาพยนตร์อยู่ดี

รายได้มาจากหลายส่วน ทำไมตั๋วภาพยนตร์ถึงแพง?

ในปัจจุบันหากเห็นราคาตั๋วแล้วคงต้องปาดเหงื่อหากคิดจะเข้าไปดูในโรงแต่ละครั้ง เพราะราคาตั๋วสูงตอนนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 200-280 บาท ซึ่งต้นทุนของตั๋วภาพยนตร์ที่สูงขึ้นก็มาจากสภาวะเศรษฐกิจ การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการฉาย นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายส่วนอื่น ๆ ที่รวมไปกับตั๋วภาพยนตร์ เช่น ค่าอุปกรณ์ ค่าพื้นที่ ค่าสาธารณูปโภค ค่าจ้างพนักงาน เป็นต้น

ด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้ผู้บริโภคเลือกที่จะไม่เข้าโรงภาพยนตร์ และรอดูจากแอปสตรีมมิง เพราะหลายคนอาจไม่ได้มีกำลังจ่ายในการเข้าไปดูภาพยนตร์ในโรงทุกเรื่อง และมองว่าสิ่งนี้คือ "สินค้าฟุ่มเฟือย" หากจะต้องจ่ายเงินเข้าไปดูผู้บริโภคต้องเลือกสิ่งที่คิดว่าคุ้มค่าที่สุดในการเข้าไปรับชม

เมื่อคนเข้าโรงภาพยนตร์น้อย ทำให้เกิด Over Supply ระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค ทำให้ผู้ผลิตต้องเพิ่มรายได้ที่พอจะเป็นไปได้อย่างการขายตั๋วเข้าไป ทำให้ราคาสูงเกินความจำเป็น ซึ่งในส่วนนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องควรจะต้องมีการควบคุมกำกับดูแลไม่ให้ Overprice และให้กลุ่มคนที่มีรายได้น้อยถึงปานกลางสามารถเข้าถึงสื่อบันเทิง และเลือกเสพสื่อได้ตามต้องการได้ด้วยเช่นกัน

ภาพยนตร์ไทยและ Soft Power ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

การกำหนดทิศทางของภาพยนตร์ไทยโดยเฉพาะฝั่งผู้ผลิตถูกตีกรอบด้วยข้อจำกัดที่เยอะมาก นักสร้างสรรค์รุ่นใหม่จึงยังมีความกังวลใจว่าหากผลิตแล้วจะผ่านไหม จะไปกระทบกับใคร นายทุนจะซื้อเนื้อเรื่องแนวนี้หรือเปล่า มากมายเต็มไปหมด ซึ่งในปัจจุบันผู้ผลิตภาพยนตร์ทั้งรายเล็ก รายใหญ่ต่างก็พยายามที่จะสร้างสรรค์แนวทางใหม่ ๆ เช่นกัน

และการที่ภาพยนตร์ไทยจะขับเคลื่อน และก่อให้เกิดการเติบโตในอุตสาหกรรมได้ ไม่ได้เกิดจากการลงแรงของผู้ผลิตแต่เพียงผู้เดียว แต่ต้องได้รับความร่วมมือจากหลากหลายฝ่าย ซึ่งหากผู้ที่เกี่ยวข้องทลายกรอบข้อจำกัดต่าง ๆ เหล่านี้ เชื่อเถอะว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยจะกลายเป็น Soft Power หรืออาวุธที่ไม่ได้เพียงแต่สร้างรายได้ทางเศรษฐกิจ แต่ยังส่งเสริมและผลักดันวัฒนธรรมออกสู่สากลโลก เหมือนอย่างเช่น เกาหลีใต้ที่วางรากฐานอุตสาหกรรมภาพยนตร์และสื่อบันเทิงมานานจนเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก และผู้ผลิตรายเล็ก ๆ ก็จะได้ก้าวสู่ในเส้นทางของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ มีผู้เล่นในตลาดเพิ่มมากขึ้น มีทางเลือกให้ผู้บริโภคได้เลือกเสพความบันเทิงหลากหลายในราคาที่จับต้องได้ เพราะสุดท้ายแล้วคนทำภาพยนตร์ไทยสิ่งที่ต้องการมากว่าการได้รางวัลคือ "เงินทุน" ที่จะนำไปสร้างสรรค์ผลงาน และพื้นที่ที่จะทำให้คนตัวเล็ก ๆ ได้เติบโต...

อุตสาหกรรมหนังไทย

ตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในปี 2023 มีโอกาสเติบโตจากการขยายตัวในตลาดต่างประเทศและการร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก ถึงแม้จะเจอความท้าทาย แต่ก็เต็มไปด้วยศักยภาพในการสร้างมูลค่าใหม่ๆ ถ้าคุณอยากเห็นภาพชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับข้อมูลธุรกิจและแนวโน้มการเติบโต ทดลองใช้ Corpus X ช่วยให้คุณเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นในการตัดสินใจและวางกลยุทธ์ได้อย่างมั่นใจ ลองใช้งานดูแล้วคุณจะรู้ว่าเป็นเครื่องมือที่คุณไม่ควรพลาด