วิธีประเมินคู่ค้าก่อนให้เครดิต เพื่อป้องกันปัญหาลูกหนี้ค้างจ่าย
- Phannita Yoddamnoen
- 22 ก.ค. 2025
- ยาว 1 นาที

การทำธุรกิจแบบ B2B มักหนีไม่พ้นการให้เครดิตเทอม (Credit Term) แก่คู่ค้า เช่น การยืดเวลาชำระเงิน 30-60 วัน เพื่อช่วยกระตุ้นการขายและสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ แต่ในอีกด้านหนึ่ง นี่ก็เป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจทำให้คุณต้องเจอกับลูกหนี้ค้างชำระ หากไม่ได้วิธีประเมินคู่ค้าและเช็กเครดิตคู่ค้าอย่างรอบคอบ
ดังนั้น ก่อนจะให้เครดิตกับคู่ค้ารายใหม่ หรือแม้แต่รายเก่า การตรวจสอบเครดิตคู่ค้าและประเมินความน่าเชื่อถือทางการเงินจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อกระแสเงินสดและเสถียรภาพของธุรกิจ การบริหารลูกหนี้อย่างมีระบบและการควบคุมลูกหนี้การค้าให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยจึงเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน
ทำไมต้องประเมินคู่ค้าก่อนให้เครดิต?
การให้เครดิตแก่คู่ค้าเป็นเรื่องที่หลายธุรกิจต้องทำเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและเพิ่มยอดขาย แต่หากไม่มีการประเมินความเสี่ยงอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่ปัญหาทางการเงินที่ร้ายแรงได้ การใช้วิธีประเมินคู่ค้าและเช็กเครดิตคู่ค้าก่อนให้เครดิตจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยปกป้องธุรกิจของคุณจากความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น
1. ลดความเสี่ยงการค้างชำระ
การใช้วิธีประเมินคู่ค้าเพื่อตรวจสอบความสามารถทางการเงินของคู่ค้าจะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าพวกเขามีความสามารถในการจ่ายเงินตามกำหนดเวลาที่ตกลงกัน การตรวจสอบเครดิตคู่ค้าผ่านการดูประวัติการชำระเงิน ฐานะทางการเงิน และแหล่งรายได้ของคู่ค้าจะช่วยลดโอกาสที่ธุรกิจของคุณจะประสบปัญหาหนี้สูญ การมีลูกหนี้ที่ค้างชำระไม่เพียงแต่ส่งผลต่อกระแสเงินสดเท่านั้น แต่ยังอาจต้องใช้ทรัพยากรและเวลาเพิ่มเติมในการติดตามหนี้ด้วย
2. บริหารกระแสเงินสดได้ดีขึ้น
เมื่อคุณมีระบบเช็กเครดิตคู่ค้าที่มั่นใจว่าคู่ค้าจะสามารถจ่ายชำระตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ การวางแผนกระแสเงินสดในธุรกิจของคุณก็จะแม่นยำและเชื่อถือได้มากขึ้น คุณสามารถคาดการณ์รายรับที่แน่นอน วางแผนการใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ต้องกังวลเรื่องการขาดสภาพคล่องเนื่องจากลูกหนี้ที่ไม่จ่ายตามกำหนด กระแสเงินสดที่มั่นคงจะช่วยให้ธุรกิจสามารถเติบโตและพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง
3. สร้างเงื่อนไขเครดิตที่เหมาะสม
การใช้วิธีประเมินคู่ค้าเพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงของแต่ละคู่ค้าช่วยให้คุณสามารถกำหนดเงื่อนไขเครดิตที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงนั้น หากคู่ค้ารายใดมีความเสี่ยงสูง คุณอาจกำหนดระยะเวลาการชำระเงินที่สั้นลง ขอหลักประกันเพิ่มเติม หรือกำหนดวงเงินเครดิตที่ต่ำกว่า ในทางกลับกัน คู่ค้าที่มีความเสี่ยงต่ำอาจได้รับเงื่อนไขที่ดีกว่า ซึ่งจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ดีและยั่งยืน
4. เสริมอำนาจการเจรจาต่อรอง
การตรวจสอบเครดิตคู่ค้าและมีข้อมูลเครดิตและฐานะทางการเงินของคู่ค้าอย่างครบถ้วนทำให้คุณสามารถเจรจาข้อตกลงทางการค้าด้วยความมั่นใจมากขึ้น คุณจะไม่เสียเปรียบในการต่อรองราคา เงื่อนไขการชำระเงิน หรือข้อกำหนดอื่นๆ ข้อมูลเหล่านี้ยังช่วยให้คุณสามารถปรับกลยุทธ์การขายให้เหมาะสมกับความสามารถทางการเงินของแต่ละลูกค้าอีกด้วย

4 ปัจจัยเสี่ยงทางการเงินที่ควรตรวจสอบก่อนให้เครดิต
การตรวจสอบเครดิตคู่ค้าอย่างละเอียดจำเป็นต้องมองหลายมิติเพื่อประเมินความเสี่ยงให้ครอบคลุม และเป็นส่วนสำคัญของการบริหารลูกหนี้ที่มีประสิทธิภาพ ต่อไปนี้เป็น 4 ปัจจัยหลักที่ควรพิจารณา ตามนี้
1. ความสามารถในการชำระหนี้ (Creditworthiness)
ปัจจัยนี้เป็นหัวใจสำคัญที่บอกได้ว่าคู่ค้าจะมีวินัยทางการเงินมากน้อยเพียงใด การใช้วิธีประเมินคู่ค้าในด้านนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจพฤติกรรมการจ่ายเงินของพวกเขา
ประวัติการชำระหนี้: การตรวจสอบว่าคู่ค้าเคยชำระตรงเวลาหรือมีประวัติการค้างจ่ายในอดีตเป็นข้อมูลสำคัญ หากมีประวัติค้างจ่ายบ่อยครั้ง แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงสูงที่อาจเกิดขึ้นกับธุรกิจของคุณ
Credit Score / เครดิตเรตติ้ง: คะแนนที่สะท้อนความน่าเชื่อถือทางการเงินโดยรวม ซึ่งเป็นผลรวมจากหลายปัจจัย เช่น ประวัติการชำระหนี้ ระยะเวลาการใช้เครดิต และปริมาณหนี้คงค้าง
วงเงินคงค้าง: ปริมาณหนี้สินที่ยังไม่ได้ชำระ ยิ่งมากยิ่งสะท้อนความเสี่ยงที่คู่ค้าอาจมีปัญหาสภาพคล่องในการชำระหนี้เพิ่มเติม
2. สถานะทางการเงินโดยรวม
การดูงบการเงินช่วยให้เห็นถึงความแข็งแรงและความยั่งยืนของธุรกิจคู่ค้า ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยในการเช็กเครดิตคู่ค้าอย่างรอบด้าน
กระแสเงินสด (Cash Flow): สิ่งสำคัญที่สุดคือบริษัทมีเงินหมุนเวียนเพียงพอต่อการดำเนินงานหรือไม่ หากกระแสเงินสดเป็นลบหรือไม่เสถียร แสดงว่าอาจมีปัญหาในการชำระหนี้
อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity Ratio): หากสูงเกินไปแสดงว่ามีภาระหนี้มากเกิน ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการรับภาระหนี้เพิ่มเติม
กำไรสุทธิและรายได้รวม: แนวโน้มของธุรกิจในการสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ การมีกำไรที่เติบโตอย่างสม่ำเสมอแสดงถึงความมั่นคงของธุรกิจ
รายได้หลักจากกิจการจริง: ต้องแน่ใจว่ารายได้มาจากการดำเนินธุรกิจหลัก ไม่ใช่รายได้ชั่วคราวจากการขายสินทรัพย์หรือรายได้พิเศษอื่นๆ
3. พฤติกรรมการเงินในอดีต
พฤติกรรมทางการเงินในอดีตเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ช่วยคาดการณ์ความเสี่ยงในอนาคต การตรวจสอบเครดิตคู่ค้าในมิตินี้จะให้ภาพรวมของความน่าเชื่อถือ
ประวัติการผิดนัดชำระหนี้: การตรวจสอบว่าเคยเกิดขึ้นหรือไม่ หากมีประวัติการผิดนัด แม้จะผ่านไปแล้วก็ยังถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ
การฟื้นฟูกิจการหรือล้มละลาย: ประวัติการล้มละลายหรือการฟื้นฟูกิจการสะท้อนถึงความไม่มั่นคงทางธุรกิจ แม้จะฟื้นตัวแล้วก็ยังมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ
ความเสี่ยงซ้ำซ้อน: หากมีปัญหาการเงินกับหลายเจ้าหนี้พร้อมกัน แสดงว่าอาจมีปัญหาการบริหารจัดการทางการเงินที่ร้ายแรง
4. ความสัมพันธ์กับสถาบันการเงิน
สัญญาณจากธนาคารหรือเจ้าหนี้รายใหญ่สามารถบอกได้ว่าธุรกิจนั้นมีความเสถียรหรือไม่ เป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยยืนยันผลการประเมินจากข้อมูลอื่นๆ
จำนวนบัญชีสินเชื่อและวงเงินกู้: หากมีมากเกินไปอาจเป็นภาระและแสดงถึงการพึ่งพาเงินกู้มากเกิน ในทางกลับกัน หากไม่มีความสัมพันธ์กับธนาคารเลยก็อาจเป็นสัญญาณที่น่าสงสัย
สถานะการกู้ยืม: การตรวจสอบว่าเคยถูกลดวงเงินหรือระงับวงเงินกู้หรือไม่ หากเคยเกิดขึ้น แสดงว่าธนาคารเห็นว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
ข้อพิพาททางการเงิน: การมีการฟ้องร้องหรือข้อพิพาทกับเจ้าหนี้รายสำคัญแสดงถึงปัญหาด้านความสัมพันธ์และอาจส่งผลต่อความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

เทคนิคการให้เครดิตอย่างปลอดภัย
การให้เครดิตทางการค้าเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยขยายฐานลูกค้าและเพิ่มยอดขาย แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงด้านการเงินที่ผู้ประกอบการต้องระวัง การวางแผนและใช้เทคนิคที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจ การบริหารลูกหนี้อย่างมีประสิทธิภาพและการตรวจสอบเครดิตคู่ค้าก่อนการให้สินเชื่อจึงเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน
1.เริ่มต้นด้วยเครดิตเทอมสั้น
การให้เครดิตเทอม (Credit Term) กับคู่ค้าใหม่ควรเริ่มต้นด้วยระยะเวลาการชำระเงินที่สั้น ประมาณ 15-30 วัน เทคนิคนี้เป็นการทดสอบความน่าเชื่อถือและพฤติกรรมการชำระเงินของลูกค้าก่อนที่จะขยายเงื่อนไขการให้เครดิตในระยะยาว วิธีประเมินคู่ค้าในช่วงแรกนี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากลูกหนี้การค้าที่อาจกลายเป็นลูกหนี้ค้างชำระได้
ข้อดีของการใช้เครดิตเทอมสั้น ได้แก่ การลดความเสี่ยงจากหนี้สูญ การสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าชำระเงินตรงเวลา และการสร้างฐานข้อมูลประวัติการชำระเงินที่เชื่อถือได้ หากลูกค้าสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขเครดิตเทอมสั้นได้อย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถพิจารณาขยายระยะเวลาเครดิตให้ยาวขึ้นได้ในอนาคต
ตัวอย่าง: บริษัทขายอะไหล่รถยนต์แห่งหนึ่งให้เครดิตเทอม 15 วัน กับร้านซ่อมรถใหม่ เมื่อร้านซ่อมรถสามารถชำระเงินตรงเวลาติดต่อกัน 3 เดือน บริษัทจึงขยายเครดิตเป็น 30 วัน และเมื่อผ่านไป 6 เดือน จึงขยายเป็น 45 วัน
2.กำหนดวงเงินสูงสุดที่จะให้เครดิต
การกำหนดวงเงินเครดิตสูงสุดสำหรับแต่ละลูกค้าเป็นกลยุทธ์สำคัญในการควบคุมความเสี่ยง วงเงินควรพิจารณาจากปัจจัยหลายประการ เช่น ประวัติการชำระเงิน ฐานะทางการเงินของลูกค้า และปริมาณการซื้อขายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
การกำหนดวงเงินควรยึดหลักการกระจายความเสี่ยง ไม่ให้ลูกค้ารายใดรายหนึ่งมีสัดส่วนเครดิตเกินกว่า 10-15% ของยอดขายรวม นอกจากนี้ควรมีการทบทวนและปรับปรุงวงเงินเครดิตอย่างสม่ำเสมอ โดยพิจารณาจากผลการดำเนินธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ตลาด
ตัวอย่าง: บริษัทผู้จำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้ากำหนดวงเงินเครดิตสำหรับร้านค้าปลีกใหม่ที่ 200,000 บาท (ประมาณ 20% ของยอดขายเดือนเฉลี่ย) หากร้านค้ามีประวัติการชำระเงินดีเป็นระยะเวลา 1 ปี จึงขยายวงเงินเป็น 500,000 บาท
3.ขอหลักประกันการชำระหนี้
การขอหลักประกันการชำระหนี้เป็นมาตรการป้องกันความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะสำหรับลูกค้าใหม่หรือรายการสั่งซื้อมูลค่าสูง หลักประกันที่นิยมใช้ ได้แก่
เช็คค้ำประกัน เป็นวิธีการที่ง่ายและสะดวก ลูกค้าออกเช็คล่วงหน้าเป็นหลักประกัน โดยจะนำไปฝากธนาคารเมื่อครบกำหนดชำระหรือในกรณีที่ผิดนัดชำระเงิน
Bank Guarantee หรือหนังสือค้ำประกันธนาคาร เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ให้ความมั่นใจสูง เนื่องจากมีธนาคารเป็นผู้ค้ำประกันการชำระเงิน เหมาะสำหรับรายการซื้อขายมูลค่าสูงหรือลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูง
ตัวอย่าง: โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์ขอให้ลูกค้าใหม่ออกเช็คค้ำประกันมูลค่า 300,000 บาท สำหรับออร์เดอร์แรก เมื่อลูกค้าชำระเงินตรงเวลาครบ 3 เดือน จึงลดหลักประกันเหลือ 150,000 บาท
4.ติดตามข้อมูลเครดิตอย่างต่อเนื่อง
การติดตามและประเมินสถานะเครดิตของลูกค้าอย่างต่อเนื่องเป็นกิจกรรมที่ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะคู่ค้าที่มีการซื้อขายในปริมาณมาก ระบบการติดตามที่มีประสิทธิภาพควรรวมถึงการสร้างรายงานอายุหนี้ที่แสดงข้อมูลการค้างชำระตามช่วงเวลา การวิเคราะห์แนวโน้มการชำระเงินของแต่ละลูกค้า และการติดตามข่าวสารทางธุรกิจที่อาจส่งผลต่อฐานะการเงินของลูกค้า
นอกจากนี้ควรสร้างระบบเตือนภัยเมื่อลูกค้าเริ่มมีสัญญาณการชำระเงินล่าช้า หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมการสั่งซื้อที่ผิดปกติ การมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันจะช่วยให้สามารถตัดสินใจปรับเงื่อนไขเครดิตหรือดำเนินการป้องกันความเสี่ยงได้ทันท่วงที
ตัวอย่าง: บริษัทจำหน่ายวัสดุก่อสร้างสร้างระบบรายงานประจำสัปดาห์ที่แสดงลูกค้าที่ค้างชำระเกิน 30 วัน เมื่อพบว่าร้านค้าปลีกรายใหญ่เริ่มชำระเงินล่าช้าจาก 15 วันเป็น 25 วัน จึงสอบถามสาเหตุและพบว่าลูกค้าขาดสภาพคล่อง จึงปรับลดวงเงินเครดิตลง 50% เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดหนี้สูญ
แม้จะมีเทคนิคการให้เครดิตที่ดีเพียงใดก็ตาม หากไม่มีการเช็กเครดิตคู่ค้าและตรวจสอบเครดิตคู่ค้าก่อนการทำธุรกิจ ความเสี่ยงยังคงอยู่ในระดับสูง การตรวจสอบเครดิตจึงเป็นขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุด ที่ผู้ประกอบการทุกรายต้องทำ
วิธีประเมินคู่ค้าที่ถูกต้องจะช่วยให้ทราบข้อมูลสำคัญ เช่น ประวัติการชำระเงิน ฐานะการเงิน ความสามารถในการปฏิบัติตามภาระผูกพัน และระดับความเสี่ยงโดยรวมของคู่ค้า ข้อมูลเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญในการกำหนดนโยบายการให้เครดิตที่เหมาะสมและปลอดภัย รวมถึงการบริหารลูกหนี้ให้มีประสิทธิภาพ
จำไว้ว่า "การป้องกันดีกว่าการแก้ไข" การใช้เวลาและทรัพยากรในการตรวจสอบเครดิตอย่างถูกต้องตั้งแต่แรกจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้มากมาย การทำธุรกิจกับคู่ค้าที่มีเครดิตที่ดีจะทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคง โดยไม่ต้องเผชิญกับปัญหาลูกหนี้ค้างชำระที่อาจส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดและการดำเนินงาน
หากคุณกำลังมองหาเครื่องมือ วิเคราะห์ข้อมูลเครดิตและงบการเงินของคู่ค้า แนะนำให้ใช้ Corpus X B2B Data Analytics Platform ที่มีฐานข้อมูลธุรกิจไทยกว่า 2 ล้านบริษัท พร้อมอัปเดตข้อมูลการเงินย้อนหลังมากกว่า 20 ปี ทดลองใช้ Corpus X ฟรี วันนี้ เพื่อให้การให้เครดิตคู่ค้าเป็นเรื่องปลอดภัยและมั่นใจมากขึ้น


