top of page

ถือหุ้นไขว้ คืออะไร? สัญญาณความร่วมมือหรือความเสี่ยงธุรกิจ


ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัท ไม่ได้สะท้อนผ่านชื่อผู้ถือหุ้นหรือโครงสร้างองค์กรที่เห็นในเอกสารทางการเสมอไป หลายครั้ง บริษัทที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน อาจเชื่อมโยงกันผ่านการถือหุ้นไขว้ กรรมการร่วมกัน และโครงสร้างความเป็นเจ้าของที่ซับซ้อนกว่าที่ปรากฏ


การถือหุ้นไขว้ (Cross-holding) มักถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ช่วยเสริมความมั่นคงและอำนาจต่อรองของกลุ่มบริษัท โครงสร้างแบบเดียวกันนี้ก็อาจนำไปสู่ผลประโยชน์ทับซ้อน ความไม่โปร่งใส และความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล หากไม่มีการมองความเชื่อมโยงอย่างรอบด้าน


ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า มีการถือหุ้นไขว้หรือไม่? แต่คือ โครงสร้างนั้นเชื่อมโยงใครกับใคร? และมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจทางธุรกิจอย่างไร


บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกการถือหุ้นไขว้ ตั้งแต่รูปแบบที่พบได้บ่อยในกลุ่มธุรกิจไทย ไปจนถึงการมองความสัมพันธ์ของบริษัทในเชิงเครือข่าย เพื่อแยกแยะให้ชัดว่า สิ่งที่เห็นคือ ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ หรือคือความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในโครงสร้างธุรกิจ



ถือหุ้นไขว้ คืออะไร เข้าใจโครงสร้างซับซ้อนของกลุ่มบริษัท


การถือหุ้นไขว้ หรือ Cross-holding หมายถึง สถานการณ์ที่บริษัทสองบริษัทขึ้นไปถือหุ้นซึ่งกันและกัน หรือบริษัทในกลุ่มเดียวกันมีการถือหุ้นข้าม บริษัทหนึ่งอาจถือหุ้นในอีกบริษัทหนึ่ง ขณะเดียวกันบริษัทนั้นก็ถือหุ้นกลับมาในบริษัทแรกด้วย หรืออาจมีบริษัทตัวกลางเป็นสื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์การถือหุ้นระหว่างกัน โครงสร้างเช่นนี้ทำให้เกิดเครือข่ายความเป็นเจ้าของที่ซับซ้อน ซึ่งต้องใช้ความพยายามในการวิเคราะห์จึงจะเห็นภาพที่ชัดเจน


ในบริบทของกลุ่มบริษัท โครงสร้างการถือหุ้นไขว้มักเกิดขึ้นเมื่อมีการจัดตั้งบริษัทย่อยหลายบริษัทเพื่อแยกธุรกิจออกเป็นสายต่างๆ แต่ยังคงความเชื่อมโยงกันผ่านการถือหุ้นข้ามไปข้ามมา นอกจากนี้ยังพบได้ในกรณีที่บริษัทต้องการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ โดยให้คู่ค้าหรือพันธมิตรทางธุรกิจเข้ามาถือหุ้นในบริษัทของตน ขณะที่ตนเองก็เข้าไปถือหุ้นในบริษัทของอีกฝ่ายเช่นกัน


ตัวอย่างโครงสร้างการถือหุ้นไขว้

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ลองพิจารณาตัวอย่างสมมติดังนี้ บริษัท A ถือหุ้นร้อยละ 30 ในบริษัท B ขณะที่บริษัท B กลับมาถือหุ้นร้อยละ 20 ในบริษัท A นี่คือรูปแบบง่ายที่สุดของการถือหุ้นไขว้แบบตรง แต่ในความเป็นจริง โครงสร้างอาจซับซ้อนกว่ามาก อาจมีบริษัท C, D, E เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยแต่ละบริษัทถือหุ้นซึ่งกันและกันเป็นทอดๆ จนยากต่อการติดตามว่าใครคือผู้ถือหุ้นใหญ่ที่แท้จริง


ในประเทศไทย เราสามารถพบเห็นตัวอย่างการถือหุ้นไขว้ในหลายกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีบริษัทในเครือหลายบริษัท บางกลุ่มอาจมีบริษัทโฮลดิ้งเป็นแกนกลาง แต่ภายใต้โครงสร้างนั้นก็ยังมีการถือหุ้นไขว้กันระหว่างบริษัทย่อยต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมโยงทางธุรกิจและการบริหารจัดการที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มการเงิน และกลุ่มพลังงาน เป็นตัวอย่างของอุตสาหกรรมที่มักพบโครงสร้างดังกล่าว


นอกจากโครงสร้างการถือหุ้นแล้ว การมีกรรมการร่วมกันระหว่างบริษัทต่างๆ ในกลุ่ม ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณหรือความเชื่อมโยงที่ชัดเจน เมื่อบุคคลคนเดียวกันนั่งเป็นกรรมการในหลายบริษัทที่มีการถือหุ้นไขว้กัน ก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและการควบคุมจากศูนย์กลางเดียวกัน


ทำไมบางธุรกิจจึงใช้วิธีถือหุ้นไขว้

การถือหุ้นไขว้ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มักเป็นผลมาจากกลยุทธ์ทางธุรกิจที่มีเป้าหมายเฉพาะ เหตุผลแรกที่พบได้บ่อยคือ การสร้างความมั่นคงในความสัมพันธ์ทางธุรกิจ เมื่อสองบริษัทที่เป็นคู่ค้าสำคัญต่อกันถือหุ้นซึ่งกันและกัน ก็เปรียบเสมือนการผูกมัดให้ทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์ร่วมกัน ทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีฝ่ายใดละทิ้งความร่วมมือไปอย่างง่ายดาย


เหตุผลที่สองคือ การป้องกันการเข้าซื้อกิจการจากบุคคลภายนอก เมื่อบริษัทในกลุ่มถือหุ้นซึ่งกันและกัน ก็ทำให้หุ้นที่ลอยอยู่ในตลาด (Free Float) มีสัดส่วนน้อยลง บุคคลภายนอกที่ต้องการเข้ามาซื้อกิจการจะทำได้ยากขึ้น เพราะต้องเจรจากับกลุ่มผู้ถือหุ้นที่มีความสัมพันธ์กันอยู่แล้ว โครงสร้างเช่นนี้จึงช่วยรักษาอำนาจการควบคุมของกลุ่มผู้บริหารเดิม


เหตุผลที่สามเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการภายในกลุ่มธุรกิจ บางครั้งการสร้างโครงสร้างถือหุ้นไขว้ช่วยให้การถ่ายโอนทรัพยากร การแบ่งปันความเชี่ยวชาญ และการประสานงานระหว่างบริษัทในกลุ่มทำได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังอาจเป็นวิธีการหนึ่งในการจัดสรรผลประโยชน์ภายในกลุ่มโดยไม่จำเป็นต้องรับรู้รายได้หรือกำไรในงบการเงินโดยตรง


อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเหตุผลทางธุรกิจที่สมเหตุสมผล แต่โครงสร้างการถือหุ้นไขว้ก็มักเป็นที่ถกเถียงในแง่ของความโปร่งใส เพราะทำให้นักลงทุนภายนอกและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียติดตามและเข้าใจโครงสร้างความเป็นเจ้าของที่แท้จริงได้ยาก




ผลดีและผลเสียของการถือหุ้นไขว้


การสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์

ในมุมมองเชิงบวก การถือหุ้นไขว้สามารถเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจที่แน่นแฟ้น เมื่อบริษัทสองบริษัทหรือมากกว่าตัดสินใจถือหุ้นซึ่งกันและกัน ก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในความร่วมมือระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่สัญญาทางธุรกิจทั่วไปที่สามารถยกเลิกได้เมื่อครบกำหนด ความเชื่อมโยงผ่านการถือหุ้นทำให้ทั้งสองฝ่ายมีแรงจูงใจที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพราะความสำเร็จของอีกฝ่ายหนึ่งหมายถึงผลตอบแทนที่ดีขึ้นสำหรับตนเองด้วย


โครงสร้างนี้ยังช่วยอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมระหว่างกัน เช่น การให้เครดิตทางการค้า การร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือการแบ่งปันเทคโนโลยีและความรู้ เมื่อมีการถือหุ้นซึ่งกันและกันอยู่แล้ว ข้อกังวลเรื่องความไว้วางใจก็ลดน้อยลง เพราะทั้งสองฝ่ายมีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกัน สำหรับบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก การมีพันธมิตรที่ถือหุ้นซึ่งกันและกันอาจเป็นทางรอดที่สำคัญในการแข่งขันกับคู่แข่งรายใหญ่


นอกจากนี้ ในบางอุตสาหกรรมที่ต้องการการลงทุนสูงและมีความเสี่ยง การมีพันธมิตรที่ถือหุ้นไขว้กันช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดีขึ้น เช่น อุตสาหกรรมพลังงาน หรืออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ที่บริษัทต่างๆ อาจร่วมลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ผ่านการถือหุ้นไขว้ เพื่อแบ่งปันทั้งต้นทุนและผลประโยชน์


ความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาลและผลประโยชน์ทับซ้อน

แม้ว่าการถือหุ้นไขว้จะมีข้อดีหลายประการ แต่ด้านมืดของโครงสร้างนี้ก็ไม่ควรมองข้าม ประเด็นหลักที่นักลงทุนและหน่วยงานกำกับดูแลให้ความสำคัญก็คือเรื่องของธรรมาภิบาลและผลประโยชน์ทับซ้อน เมื่อบริษัทต่างๆ มีการถือหุ้นซึ่งกันและกัน การตัดสินใจทางธุรกิจอาจไม่ได้เกิดจากการพิจารณาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นแต่ละบริษัทเป็นหลัก แต่อาจคำนึงถึงผลกระทบต่อบริษัทอื่นในเครือข่ายมากกว่า


ตัวอย่างเช่น บริษัท A ที่ถือหุ้นในบริษัท B อาจตัดสินใจทำธุรกรรมกับบริษัท B ในราคาที่ไม่เป็นธรรม เพื่อถ่ายโอนผลประโยชน์จากบริษัทหนึ่งไปยังอีกบริษัทหนึ่ง ผู้ถือหุ้นส่วนน้อยที่ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจอาจได้รับความเสียหายจากการจัดสรรผลประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรมเช่นนี้ โครงสร้างการถือหุ้นไขว้ที่ซับซ้อนทำให้การตรวจสอบและการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับรายการระหว่างกันทำได้ยาก


อีกประเด็นสำคัญคือ การทำให้มูลค่าที่แท้จริงของบริษัทคำนวณได้ยาก เมื่อบริษัท A ถือหุ้นในบริษัท B และบริษัท B ก็ถือหุ้นกลับมาในบริษัท A มูลค่าของหุ้นทั้งสองบริษัทมีความเชื่อมโยงกัน ในบางกรณีอาจเกิดการพองตัวของมูลค่าทางบัญชี (Circular Ownership) ที่ไม่สะท้อนมูลค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริง นักวิเคราะห์และนักลงทุนต้องใช้ความพยายามมากในการคำนวณมูลค่ารวมของกลุ่มธุรกิจ


นอกจากนี้ โครงสร้างการถือหุ้นไขว้ยังอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปกปิดความเป็นเจ้าของที่แท้จริง ในกรณีที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลต้องการควบคุมบริษัทหลายบริษัทโดยไม่ต้องการให้ปรากฏชื่อโดยตรง การสร้างเครือข่ายการถือหุ้นไขว้ที่ซับซ้อนสามารถทำให้ติดตามเส้นทางการควบคุมได้ยาก สิ่งนี้อาจนำไปสู่ปัญหาด้านความโปร่งใสและอาจเป็นช่องทางสำหรับการฟอกเงินหรือการหลีกเลี่ยงภาษีในกรณีที่มีเจตนาไม่สุจริต




วิเคราะห์การถือหุ้นไขว้ด้วย Linkage on Corpus X


ในยุคที่ธุรกิจมีความซับซ้อนมากขึ้น การทำความเข้าใจโครงสร้างการถือหุ้นระหว่างบริษัทต่างๆ กลายเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ประกอบการและนักลงทุนไม่ควรมองข้าม การวิเคราะห์การถือหุ้นไขว้จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราเห็นภาพรวมของความเชื่อมโยงทางธุรกิจได้อย่างชัดเจน และ Linkage on Corpus X เป็นฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้เป็นอย่างดี


ฟีเจอร์ Linkage on Corpus X ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถติดตามและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ทางธุรกิจผ่านโครงสร้างการถือหุ้นได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการถือหุ้นโดยตรงหรือโดยอ้อมผ่านบริษัทตัวกลาง ระบบนี้ช่วยให้เห็นเครือข่ายทางธุรกิจที่อาจซ่อนอยู่หรือไม่เปิดเผยได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น


ดูเครือข่ายถือหุ้นซับซ้อนผ่านกราฟ

จุดเด่นสำคัญของฟีเจอร์ Linkage on Corpus X คือการนำเสนอข้อมูลผ่านกราฟหรือแผนภาพเครือข่ายที่เข้าใจง่าย แทนที่จะต้องอ่านข้อมูลจากตารางที่ยาวเหยียด ผู้ใช้งานสามารถมองเห็นภาพรวมของโครงสร้างการถือหุ้นได้ทันที กราฟจะแสดงให้เห็นว่าบริษัทใดถือหุ้นในบริษัทใด มีสัดส่วนการถือหุ้นเท่าไร และมีการเชื่อมโยงกันอย่างไรผ่านห่วงโซ่การถือหุ้นหลายชั้น


การแสดงข้อมูลในรูปแบบกราฟทำให้ตีความข้อมูลได้รวดเร็วและแม่นยำ ความหนาของเส้นหรือสีที่แตกต่างกันบ่งบอกถึงสัดส่วนการถือหุ้น ทำให้ระบุได้ทันทีว่าบริษัทใดมีอิทธิพลมากที่สุดในเครือข่าย ระบบยังช่วยให้สามารถขยายหรือย่อมุมมองได้ตามต้องการ หากต้องการดูภาพรวมของทั้งกลุ่มธุรกิจก็สามารถดูได้ แต่ถ้าต้องการเจาะลึกก็สามารถซูมเข้าไปดูรายละเอียดได้


นอกจากนี้ การแสดงข้อมูลผ่านกราฟยังช่วยระบุรูปแบบการถือหุ้นที่ผิดปกติหรือน่าสงสัยได้ง่าย เช่น การถือหุ้นไขว้แบบวนซ้ำที่จะปรากฏชัดเจนในกราฟและช่วยให้ตรวจสอบเพิ่มเติมได้ทันที


ใช้ข้อมูลนี้ในการประเมินความน่าเชื่อถือของคู่ค้า

การวิเคราะห์การถือหุ้นไขว้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจทางธุรกิจได้จริง โดยเฉพาะในการประเมินความน่าเชื่อถือของคู่ค้าหรือพันธมิตร เมื่อทราบว่าบริษัทที่จะทำธุรกรรมด้วยมีโครงสร้างการถือหุ้นอย่างไร เชื่อมโยงกับกลุ่มธุรกิจใดบ้าง ก็สามารถประเมินความเสี่ยงและโอกาสได้แม่นยำยิ่งขึ้น


ข้อมูลจาก Linkage on Corpus X ช่วยเปิดเผยความเชื่อมโยงที่อาจไม่ปรากฏชัดในเอกสารทั่วไป หากพบว่าบริษัทคู่ค้ามีการถือหุ้นไขว้กับบริษัทที่เคยมีประวัติทางการเงินไม่ดี ก็สามารถนำข้อมูลนี้ไปประกอบการพิจารณาความเสี่ยงได้ทันที การทราบความเชื่อมโยงเหล่านี้ก่อนเข้าทำสัญญาจะช่วยลดความเสี่ยงในอนาคตได้อย่างมีนัยสำคัญ


การวิเคราะห์การถือหุ้นไขว้ยังช่วยตรวจสอบความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ อาจพบว่าบริษัทคู่ค้ามีการถือหุ้นในบริษัทคู่แข่งโดยอ้อม หรือมีความเชื่อมโยงที่อาจทำให้เกิดปัญหาในการรักษาความลับทางธุรกิจ การมีเครื่องมือที่ช่วยให้มองเห็นภาพรวมและรายละเอียดของความสัมพันธ์ทางธุรกิจจึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุนในยุคปัจจุบัน




การถือหุ้นไขว้ไม่ใช่เรื่องผิด และไม่ใช่สัญญาณลบเสมอไป ในหลายกรณี นี่คือกลไกของความร่วมมือและการจัดโครงสร้างอำนาจภายในกลุ่มธุรกิจ แต่ในขณะเดียวกัน หากความเชื่อมโยงเหล่านี้ขาดความโปร่งใส หรือไม่ถูกมองอย่างรอบด้าน ก็อาจกลายเป็นความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล ผลประโยชน์ทับซ้อน และความน่าเชื่อถือทางธุรกิจโดยไม่รู้ตัว


สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรู้ว่า “มีการถือหุ้นไขว” แต่คือการมองเห็นว่า “ใครเชื่อมโยงกับใคร” โครงสร้างนั้นซับซ้อนเพียงใด และส่งผลต่อการตัดสินใจทางธุรกิจอย่างไร


เมื่อข้อมูลถูกเชื่อมโยงและแสดงผลในรูปแบบเครือข่าย ความสัมพันธ์ที่เคยซ่อนอยู่ก็จะปรากฏชัด ช่วยให้ผู้บริหาร นักลงทุน และทีมตรวจสอบสามารถประเมินความเสี่ยงและความน่าเชื่อถือของคู่ค้าได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น


ทดลองใช้ Corpus X ได้ฟรีวันนี้ เพื่อเปิดเผยความจริงที่ซ่อนอยู่ในทุกเครือข่ายธุรกิจ และก้าวสู่การตัดสินใจบนข้อมูลที่โปร่งใส แม่นยำ และเข้มข้นกว่าที่เคย


bottom of page